ทำระบบน้ำหยด (Drip irrigation system) สำหรับปลูกเมล่อน พร้อมให้ปุ๋ย AB ไปกับระบบน้ำ

ระบบน้ำสำหรับปลูกเมล่อน โดยทั่วไปจะนิยมใช้เป็นระบบน้ำหยด และนิยมจ่ายปุ๋ยไปกับระบบน้ำเลย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ (AB) หรือปุ๋ยเกล็ดแบบละลายน้ำ ซึ่งเราสามารถควบคุมการจ่ายน้ำและปุ๋ยให้กับเมล่อนได้ง่าย โดยการใช้เครื่องตั้งเวลา (Timer) มาจ่ายไฟให้ปั๊มน้ำทำงาน ปั๊มน้ำที่เลือกใช้ควรจะสัมพันธ์กับจำนวนหัวจ่ายที่เราจ่ายให้กับเมล่อนด้วย ในที่นี้ต้องการทำเพื่อทดสอบเล่นๆ เพื่อใช้ปลูกเมล่อนแค่ไม่กี่ต้น จึงเลือกใช้ปั๊มน้ำตู้ปลาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

โรงเรือนปลูกเมล่อน โรงเรือนปลูกพืช ประเภทต่างๆ

โดยปกติการปลูกพืชในที่โล่งแจ้งกับพืชท้องถิ่นทั่วไปมักจะไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไรนัก แต่สำหรับพืชบางชนิดอย่างเมล่อน หากเรานำมาปลูกกลางแจ้งอาจจะต้องเจอปัญหาการระบาดของแมลง หรือเชื้อราที่เกิดจากความชื้นของฝน ทั้งยังปัญหาสภาพอากาศที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงนิยมเพาะปลูกกันในโรงเรือนแทน แต่การสร้างโรงเรือนสำหรับปลูกพืชนั้นมักจะมีต้นทุนสูง ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับสินค้าเกษตรบางชนิดเท่านั้น

กล้วยน้ำว้า…ควรปลูกเดือนไหนดี

กล้วยน้ำว้า เป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะคือช่วง 15-35 องศาเซลเซียส ดินความสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และการหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 4.5-7 มีระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลประมาณ 1 ปี (ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะประมาณ 8 เดือน และช่วงแทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 4 เดือน) ถ้าช่วงหน้าหนาวที่มีอากาศเย็นจะใช้เวลาถึงช่วงแทงปลีนานขึ้นกว่าหน้าร้อน

ปัญหาสารไนเตรทตกค้าง ของผักไฮโดรโปนิกส์

ในปัจจุบันการปลูกผักในระบบไฮโดรโปนิกส์เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากใช้พื้นที่ปลูกน้อยและได้ปริมาณผักที่สูง ทั้งยังไม่ต้องใช้สารเคมีในการจัดการกับวัชพืช ไม่มีปัญหาเชื้อโรคที่มากับดิน ดังนั้นจึงถือว่าผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่สะอาดและปลอดภัย ผักที่นิยมปลูกในแบบไฮโดรโปนิกส์ส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มผักรับประทานใบ เช่น ผักสลัด คะน้า คื่นช่าย เป็นต้น

ไฟเกษตรคืออะไร?

ไฟเกษตร คือ การนำไฟฟ้ามาใช้ภายในสวนของเกษตรกรเพื่อทำการเกษตร เช่น ใช้กับเครื่องสูบน้ำ หลอดไฟต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการดังนี้

  1. ได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันตัวตนว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่หวงห้ามใดๆ ของทางราชการ
  2. ต้องมีเส้นทางสาธารณะที่รถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้อย่างสะดวก
  3. สามารถดำเนินการก่อสร้างระบบจำหน่ายโดยวิธีปักเสาพาดสายไฟเข้าไปถึงจุดที่ขอใช้ไฟฟ้าได้
  4. ได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันขนาดพื้นที่และชนิดของกิจกรรมการผลิตทางการเกษตรที่ต้องการใช้ไฟฟ้า
  5. ต้องระบุแหล่งน้ำที่จะใช้เพื่อการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่ขอใช้ไฟฟ้า เช่น คลองสาธารณะ คลองชลประทาน แหล่งน้ำใต้ดินในลักษณะต่างๆ
  6. ต้องมีเอกสาร/หลักฐานสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายของพื้นที่ทำการเกษตร แต่ต้องไม่ใช่ที่ดินที่ถือครองโดยเอกชนรายใหญ่
  7. เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขอติดตั้งมิเตอร์ ขนาดไม่เกิน 15(45) แอมป์ ต่อ 1 ราย
  8. ต้องสามารถออกใบแจ้งหนี้ค่ากระแสไฟฟ้ามิเตอร์เครื่องที่ 2 (ใหม่) โดยจะแจ้งเก็บเงินไปที่มิเตอร์เครื่องที่ 1 (เก่า) ทั้งสองมิเตอร์ต้องอยู่ในเขตพื้นที่ของการไฟฟ้าเดียวกัน
  9. ค่าใช้จ่ายในการขยายเขตต่อราย เฉลี่ยไม่เกิน 50,000 บาท (PEA. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการขยายเขต)

อุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร

อุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร ใช้รางปลูก 9 แถว ซึ่งรางปลูกจะมีความยาวเส้นละ 6 เมตร จึงต้องใช้รางปลูก 2 เส้น นำมาต่อกันเข้าด้วยกัน ดังนั้นโต๊ะ 12 x 1.8 เมตร จะต้องใช้รางปลูก 18 เส้น ข้อต่อ 9 ตัว

ราคาของอุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร ราคารวม 6,415 บาท จะมีดังนี้

  1. รางปลูกผัก 18 x 300 = 5,400 บาท
  2. ฝาปิดราง 9 x 15 = 135 บาท
  3. ข้อต่อราง 9 x 20 = 180 บาท
  4. รางรวมน้ำ ยาว 1.80 เมตร = 700 บาท

ทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่น บนระเบียงหลังบ้าน

เนื่องจากช่วงนี้ได้ไปเที่ยวฟาร์มเมล่อนบ่อยมาก และมักจะซื้อเมล่อนกลับบ้านมาด้วทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเมล่อนสายพันธุ์ไทยและเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ทำให้มีความสนใจที่จะปลูกไว้กินเอง ครั้นจะไปปลูกที่สวนก็ยังปลูกไม่ได้ เพราะสถานที่ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ รอเรื่องขอไฟฟ้าและน้ำประปา จึงนำมาทดลองปลูกที่ระเบียงหลังบ้านแทน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะเริ่มทำฟาร์มของจริง

ปลาน็อคน้ำ คืออะไร จะป้องกันและแก้ไขได้อย่างไร

ปลาน็อคน้ำ (Fish kill) คือการขาดออกซิเจนในน้ำอย่างรุนแรง จนทำให้ปลาตายได้คราวละมากๆ ในระยะเวลาสั้น ซึ่งความสูญเสียอาจจะสูงถึง 100% ภายในเวลา 24 ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินและกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติ ในบ่อเลี้ยงมักเกิดขึ้นในช่วงหลังฝนตกหรือฟ้าครึ้มติดต่อกันหลายๆ วัน ขณะที่ปลาที่เลี้ยงในกระชังมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีน้ำหลากหรือสีน้ำขุ่นที่มีการเปื้อนของสารอินทรีย์ปริมาณสูงไหลเข้ามาในแหล่งเลี้ยง

การแก้ไขปัญหาปลาน็อคน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการติดตั้งเครื่องให้อากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนละลายไม่ให้ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม/ลิตร นอกจากนี้ในบ่อดินควรใช้วัสดุปูนในกลุ่มปูนมาร์ลหรือโดโลไมท์ผสมน้ำแล้วสาดในบ่อในเวลากลางคืนเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แพลงก์ตอนพืชในบ่อตาย โดยเฉพาะช่วงฝนตกและฟ้าครึ้มติดต่อกัน

วิธีการใช้วัสดุปูน สำหรับการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน

การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน นอกจากจะใส่ใจในเรื่องอาหารแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำในบ่อ โดยวัสดุที่นิยมนำมาใช้เพื่อปรับสภาพของน้ำเหมาะแก่การเจริญเติบโตของปลามากที่สุดก็คือวัสดุปูนนั่นเอง

วัสดุปูนที่ใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงปลานั้น มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานอยู่ 2 ประการ คือ

  1. ใช้ในการเตรียมบ่อหรือเตรียมดินก่อนการเลี้ยงปลา
  2. ใช้เพื่อปรับสมดุลของคุณภาพน้ำในบ่อระหว่างการเลี้ยงปลา

โดยเฉพาะในข้อ2 นั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรทำอยู่เป็นประจำ เนื่องจากการใช้วัสดุปูนระหว่างการเลี้ยงปลาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความเป็นด่าง (Alkalinity) ที่มีผลต่อสุขภาพของปลาเป็นอย่างมาก

ป้องกันการเกิดกลิ่นสาบโคลนในเนื้อปลานิล ต้องควบคุมอาหารจำพวกมูลสัตว์

ในระบบการเลี้ยงปลานิลแบบดั้งเดิม มักมีการให้อาหารในกลุ่มมูลสัตว์หรือเศษอาหาร เช่น มูลไก่ เศษขนมปัง โดยเฉพาะมูลสัตว์ทั้งหลายซึ่งจะช่วยให้แพลงตอนพืชกลุ่มสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) เจริญเติบโตได้ดี ซึ่งแพลงตอนเหล่านี้จะสามารถสร้างสารเคมีในกลุ่มจีออสมิน (Geosmin) หรือ 2-เมทิลไอโซบอนิออล (2-Methylisoboniol) ที่สามารถสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ในตัวปลา ส่งผลทำให้เนื้อปลาเกิดปัญหากลิ่นโคลนขึ้นได้