ไฟเกษตรคืออะไร?

ไฟเกษตร คือ การนำไฟฟ้ามาใช้ภายในสวนของเกษตรกรเพื่อทำการเกษตร เช่น ใช้กับเครื่องสูบน้ำ หลอดไฟต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการดังนี้

  1. ได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันตัวตนว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่หวงห้ามใดๆ ของทางราชการ
  2. ต้องมีเส้นทางสาธารณะที่รถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้อย่างสะดวก
  3. สามารถดำเนินการก่อสร้างระบบจำหน่ายโดยวิธีปักเสาพาดสายไฟเข้าไปถึงจุดที่ขอใช้ไฟฟ้าได้
  4. ได้รับการรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันขนาดพื้นที่และชนิดของกิจกรรมการผลิตทางการเกษตรที่ต้องการใช้ไฟฟ้า
  5. ต้องระบุแหล่งน้ำที่จะใช้เพื่อการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ที่ขอใช้ไฟฟ้า เช่น คลองสาธารณะ คลองชลประทาน แหล่งน้ำใต้ดินในลักษณะต่างๆ
  6. ต้องมีเอกสาร/หลักฐานสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายของพื้นที่ทำการเกษตร แต่ต้องไม่ใช่ที่ดินที่ถือครองโดยเอกชนรายใหญ่
  7. เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขอติดตั้งมิเตอร์ ขนาดไม่เกิน 15(45) แอมป์ ต่อ 1 ราย
  8. ต้องสามารถออกใบแจ้งหนี้ค่ากระแสไฟฟ้ามิเตอร์เครื่องที่ 2 (ใหม่) โดยจะแจ้งเก็บเงินไปที่มิเตอร์เครื่องที่ 1 (เก่า) ทั้งสองมิเตอร์ต้องอยู่ในเขตพื้นที่ของการไฟฟ้าเดียวกัน
  9. ค่าใช้จ่ายในการขยายเขตต่อราย เฉลี่ยไม่เกิน 50,000 บาท (PEA. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการขยายเขต)

อุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร

อุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร ใช้รางปลูก 9 แถว ซึ่งรางปลูกจะมีความยาวเส้นละ 6 เมตร จึงต้องใช้รางปลูก 2 เส้น นำมาต่อกันเข้าด้วยกัน ดังนั้นโต๊ะ 12 x 1.8 เมตร จะต้องใช้รางปลูก 18 เส้น ข้อต่อ 9 ตัว

ราคาของอุปกรณ์ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับโต๊ะปลูกขนาด 12 x 1.8 เมตร ราคารวม 6,415 บาท จะมีดังนี้

  1. รางปลูกผัก 18 x 300 = 5,400 บาท
  2. ฝาปิดราง 9 x 15 = 135 บาท
  3. ข้อต่อราง 9 x 20 = 180 บาท
  4. รางรวมน้ำ ยาว 1.80 เมตร = 700 บาท

ทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่น บนระเบียงหลังบ้าน

เนื่องจากช่วงนี้ได้ไปเที่ยวฟาร์มเมล่อนบ่อยมาก และมักจะซื้อเมล่อนกลับบ้านมาด้วทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเมล่อนสายพันธุ์ไทยและเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น ทำให้มีความสนใจที่จะปลูกไว้กินเอง ครั้นจะไปปลูกที่สวนก็ยังปลูกไม่ได้ เพราะสถานที่ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ รอเรื่องขอไฟฟ้าและน้ำประปา จึงนำมาทดลองปลูกที่ระเบียงหลังบ้านแทน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะเริ่มทำฟาร์มของจริง

ปลาน็อคน้ำ คืออะไร จะป้องกันและแก้ไขได้อย่างไร

ปลาน็อคน้ำ (Fish kill) คือการขาดออกซิเจนในน้ำอย่างรุนแรง จนทำให้ปลาตายได้คราวละมากๆ ในระยะเวลาสั้น ซึ่งความสูญเสียอาจจะสูงถึง 100% ภายในเวลา 24 ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินและกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติ ในบ่อเลี้ยงมักเกิดขึ้นในช่วงหลังฝนตกหรือฟ้าครึ้มติดต่อกันหลายๆ วัน ขณะที่ปลาที่เลี้ยงในกระชังมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีน้ำหลากหรือสีน้ำขุ่นที่มีการเปื้อนของสารอินทรีย์ปริมาณสูงไหลเข้ามาในแหล่งเลี้ยง

การแก้ไขปัญหาปลาน็อคน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการติดตั้งเครื่องให้อากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนละลายไม่ให้ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัม/ลิตร นอกจากนี้ในบ่อดินควรใช้วัสดุปูนในกลุ่มปูนมาร์ลหรือโดโลไมท์ผสมน้ำแล้วสาดในบ่อในเวลากลางคืนเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แพลงก์ตอนพืชในบ่อตาย โดยเฉพาะช่วงฝนตกและฟ้าครึ้มติดต่อกัน

วิธีการใช้วัสดุปูน สำหรับการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน

การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน นอกจากจะใส่ใจในเรื่องอาหารแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำในบ่อ โดยวัสดุที่นิยมนำมาใช้เพื่อปรับสภาพของน้ำเหมาะแก่การเจริญเติบโตของปลามากที่สุดก็คือวัสดุปูนนั่นเอง

วัสดุปูนที่ใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงปลานั้น มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานอยู่ 2 ประการ คือ

  1. ใช้ในการเตรียมบ่อหรือเตรียมดินก่อนการเลี้ยงปลา
  2. ใช้เพื่อปรับสมดุลของคุณภาพน้ำในบ่อระหว่างการเลี้ยงปลา

โดยเฉพาะในข้อ2 นั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรทำอยู่เป็นประจำ เนื่องจากการใช้วัสดุปูนระหว่างการเลี้ยงปลาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดความเป็นด่าง (Alkalinity) ที่มีผลต่อสุขภาพของปลาเป็นอย่างมาก

ป้องกันการเกิดกลิ่นสาบโคลนในเนื้อปลานิล ต้องควบคุมอาหารจำพวกมูลสัตว์

ในระบบการเลี้ยงปลานิลแบบดั้งเดิม มักมีการให้อาหารในกลุ่มมูลสัตว์หรือเศษอาหาร เช่น มูลไก่ เศษขนมปัง โดยเฉพาะมูลสัตว์ทั้งหลายซึ่งจะช่วยให้แพลงตอนพืชกลุ่มสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) เจริญเติบโตได้ดี ซึ่งแพลงตอนเหล่านี้จะสามารถสร้างสารเคมีในกลุ่มจีออสมิน (Geosmin) หรือ 2-เมทิลไอโซบอนิออล (2-Methylisoboniol) ที่สามารถสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ในตัวปลา ส่งผลทำให้เนื้อปลาเกิดปัญหากลิ่นโคลนขึ้นได้

เลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช..ผิดกฎหมาย! เวียดนามสั่งห้ามแล้ว หวั่นกระทบสัตว์น้ำท้องถิ่น

กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม สั่งแบนการทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช หลังพบมีบริษัทแอบลักลอบเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชในจังหวัด Dong Thap บริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งการประกาศของทางการฉบับนี้ได้เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ของเวียดนาม

Nhu Van Can อธิบดีกรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนามกล่าวว่า “กุ้งเครย์ฟิชเป็นสัตว์ที่ถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานของเวียดนามจากทั้งกระทรวงเกษตรและพัฒนาท้องถิ่นและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเวียดนาม เนื่องด้วยพฤติกรรมที่กินทั้งพืชและสัตว์ ทำให้สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและความหลายทางชีวภาพท้องถิ่น อีกทั้งกระทรวงฯ นั้นพิจารณาแล้วว่ากุ้งเครย์ฟิชเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีคุณค่าทางเศรฐกิจ ภายใต้ข้อกำหนดการนำเข้าสัตว์ชนิดใดๆ เพื่อการเพาะเลี้ยง ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องถิ่นและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่”

เกษตรกรไต้หวันปรับแต่งสายพันธุ์ทุเรียนหมอนทอง จนสามารถปลูกในประเทศได้แล้ว

ประเทศไต้หวันพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรจนสามารถปลูกผลไม้ได้แทบทุกชนิด แถมยังสามารถขยายและพัฒนาพันธุ์จากต่างประเทศให้เหมาะสมกับสภาพอากาศภายในประเทศด้วย การทำการเกษตรแบบประณีตของเกษตรกรทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จนพัฒนาให้เป็นการเกษตรเชิงท่องเที่ยวได้ ผู้บริโภคสามารถซื้อผลไม้ได้โดยตรงกับเกษตรกรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาสูงได้ เพราะผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้า

สตาร์ทอัพอินเดียสร้างโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ แถมยังผ่อนจ่ายได้ ช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี

ปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบันที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทั้งเรื่องภัยแล้ง ลมมรสุม โรคพืชและแมลงรบกวน ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนในอินเดียไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ ทำให้เจอปัญหาหนี้สินจนถึงขั้นฆ่าตัวตายมากถึง 8,000 คน ในปี 2015

จากปัญหาของสภาพแวดล้อม ส่งผลให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ปีละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ทั้งยังมีความเสี่ยงในเรื่องฝนไม่ตกตามฤดูการและโดนแมลงศัตรูพืชทำลายผลจนเสียหาย จึงมีคนกลุ่มนึงตั้งบริษัทสตาร์ทอัพในชื่อ Kheyti เพื่อสร้างโรงเรียนปลูกพืชต้นทุนต่ำให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้

ทำเกษตรยังไง ถึงจะเรียกได้ว่า “เกษตรอินทรีย์”

เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) คือ ระบบการจัดการด้านการเกษตรแบบองค์รวมที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศน์ วงจรชีวภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ได้จากการสังเคราะห์ และไม่ใช้พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากการดัดแปรงพันธุกรรม (Genetic Modification) หรือ พันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน