เมล่อน (Melon) ผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ปลูกง่ายแต่ดูแลยาก

เมล่อน (Melon) นับเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคกันมากในปัจจุบัน เพราะมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมและรสหวาน แถมยังมีสีสันที่สวยงามน่ารับประทาน นิยมบริโภคสดเป็นผลไม้หรือนำมาเป็นส่วนประกอบของหวาน เครื่องดื่มสมูตตี้ ไอศครีม ฟรุตสลัด เป็นต้น ส่งผลให้เมล่อนมีราคาแพงที่สุดในบรรดาพืชตระกูลแตงเหมือนกัน

เมล่อนเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวสั้น โดยประมาณอยู่ที่ 70-90 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ จึงถือว่าเป็นพืชที่สร้างรายได้ทำกับเกษตรกรได้อย่างดีในเวลาอันสั้น แถมยังปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่เมล่อนมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่เป็นพืชที่อ่อนแอต่อโรคและแมลง ดังนั้นจึงควรเลือกชนิดและสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ และช่วงฤดูกาลที่ปลูกด้วย

เจาะท่อลอดใต้ถนน สำหรับสูบน้ำจากคลองเข้ามาใช้ในสวน (งานสร้างฟาร์ม ตอนที่ 3)

เนื่องจากหัวใจหลักของงานเกษตรกรรมนั้นคือน้ำ และสวนที่จะเข้ามาพัฒนานั้นอยู่ในเขตชลประทานและมีคลองชลประทานอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนพอดี แต่ปัญหาอยู่ที่จะสูบน้ำเข้ามาใช้ในสวนยังไงนี่สิ หันมาดูพื้นที่รอบๆ เป็นท้องนาทั้งนั้น ไปสอบถามดูเขาแนะนำให้ใช้วิธีเจาะท่อทอดใต้ถนนแล้วทำอ่างน้ำไว้รับน้ำจากเครื่องสูบอีกที คนที่นี่เขาใช้วิธีนี้กันทั้งหมด

จากนั้นไปติดต่อผู้รับเหมามาเจาะรูกับดันท่อให้ แต่ว่าเราต้องหาซื้อท่อมาเอง พอดีแถวนี้มีบ้านที่เขาขายท่อประปามือสองอยู่ใกล้ๆ ก็เลยหาจ้างรถเครนไปยกท่อมาให้ แต่กว่าจะติดต่อเจ้าของท่อ คุยราคา หารถเครนไปยกท่อ ก็เสียเวลาไปครึ่งวัน กว่าจะเอาท่อมาไว้ที่สวนเสร็จก็ถึงช่วงค่ำพอดี

สรุปค่าใช้จ่าย 50,000 บาท

  • ค่าจ้างฝังท่อ 20,000 บาท
  • ค่าท่อพร้อมค่าขนส่ง 30,000 บาท

ส่วนอ่างรับน้ำคงต้องเอาไปทำทีหลัง เพราะงบเริ่มเกินที่ตั้งไว้ไปเยอะแล้ว ต้องทำส่วนอื่นให้เสร็จก่อน

ขุดบ่อเลี้ยงปลาจากพื้นที่นาร้าง (งานสร้างฟาร์ม ตอนที่ 2)

หลังจากที่ให้รถแบ็คโฮถางหญ้าตรงกลางสวนจนโล่งแล้ว ก็ไปเจอบ่อปลาขนาดใหญ่อยู่รอบข้าง ทีนี้กลายเป็นงานยากทันทีเพราะว่าแต่ละบ่อโดนทิ้งร้างมานานกว่าสิบปี แถมยังโดนหญ้าปรือขึ้นคลุมจนแน่น ทำให้น้ำในบ่อเน่าจนใช้งานอะไรไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้รถแบ็คโฮถึง 3 คันเข้ามาจัดการเอาหญ้าออก และปรับขอบบ่อให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ และต้องใช้รถสิบล้อมาขนเอาหญ้าไปถมตรงร่องด้านหน้าสวนด้วย

จากตอนแรกที่ตั้งใจจะทำเป็นสวนปลูกผักและผลไม้ ก็ต้องมีงานเลี้ยงปลาในบ่อดินเพิ่มเติมด้วย สำหรับมือใหม่แล้วการเลี้ยงปลากินพืชอย่างปลานิลน่าจะเหมาะที่สุด

เปลี่ยนที่รกร้างให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (งานสร้างฟาร์ม ตอนที่ 1)

เนื่องจากเป็นคนที่โตขึ้นมาจากครอบครัวเกษตรกร อยู่กับท้องไร่ท้องสวนมาตั้งแต่เด็กแต่กลับต้องมาทำงานและใช้ชีวิตในเมืองกรุง ก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องหาทางทำงานด้านการเกษตรให้ได้ พอดีญาติของแฟนได้ซื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรุงเทพมากนัก พื้นที่ติดคลองชลประทาน มีไฟฟ้าผ่าน คิดว่าน่าจะเหมาะกับการทำด้านเกษตรกรรม ก็เลยขอเอามาเป็นพื้นที่ทดลองด้านการทำเกษตร

แต่เนื่องจากว่าพื้นที่ตรงนี้เจ้าของเดิมปล่อยให้รกร้างมานานหลายปี จนต้นไม้โตกลายเป็นป่า และมีหญ้าขึ้นปกคลุมหนาแน่นมากจนต้องใช้เครื่องจักรเข้าไปถากถางให้สามารถเข้าใช้งานได้ก่อน ก็เลยเอามาบันทึกไว้ในบล็อกนี้

โรงเรียนปลูกเมล่อน หลังคาทรง ก.ไก่ ขนาด 6 x 21 เมตร

ตัวอย่างโรงเรียนปลูกเมล่อน หลังคาทรง ก.ไก่ ขนาด 6 x 21 เมตร ด้านบนมุงด้วยพลาสติกใสใช้กันฝนและแมลง ด้านข้างคลุมด้วยมุ้งแบบละเอียด สามารถปลูกเมล่อนและผักไฮโดรโปนิกส์ได้สบาย หลังคาทรง ก.ไก่ ช่วยในเรื่องระบายอากาศด้านบน โครงสร้างเป็นท่อเหล็กกัลวาไนซ์ป้องกันสนิม สร้างโดยทีมงาน สมภพ รับสร้างโรงเรือนทุกชนิด 

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกผักสลัดแบบมาตรฐาน โต๊ะปลูกผักควรมีหลังคามุ้ง 32 ตา เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกผักไฮโดรโปนิกส์จนช้ำและเสียหาย ในฤดูฝนหากท้องฟ้าปิด ไม่มีแดด พืชก็จะไม่สามารถปรุงอาหารได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเติมสารอาหาร หมั่นตรวจดูแปลงผักเพราะช่วงหน้าฝนจะเจอหนอนผีเสื้อ และแมลงชนิดต่างๆ เยอะมาก เพลี้ยไฟจะเริ่มหาที่วางใข่ ควรตรวจสอบฟาร์มผักทุกวัน ฝนตกในช่วงกลางคืน ความชื้นในอากาศสูง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราใบจุด ควรแก้ไขดังนี้ ในตอนเช้าหากฝนหยุดตกและฟ้าเริ่มเปิดแล้ว ให้ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้วป้องกันไว้ก่อนทั้งบนโต๊ะปลูกและบริเวณใต้โต๊ะ เติมเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราส่วน 1 ช้อน ต่อน้ำ 100 ลิตร ลงในน้ำสารละลาย ถ้าผักเริ่มเกิดโรคราใบจุดแล้ว ควรใช้สารกำจัดเชื้อราแมนโคเซบ (mancozeb) เข้าช่วยเพื่อป้องกันไม่ให้รุกลามไปมากกว่านี้ ควรมีระบบพ่นหมอกเพื่อชดเชยการคายน้ำทางใบของผัก แต่ในฤดูฝนอากาศจะเย็นและมีความชื้นในอากาศสูง ผักจะคายน้ำน้อยลง ควรปรับ Timer ของระบบพ่นหมอกให้ทำงานเหมาะสมกับสภาพอากาศ การทำงานแต่ละครั้งให้นาน 15 วินาที ช่วงเวลาเช้าตรู่ หากฝนหยุดตกแล้วควรเปิดเครื่องพ่นหมอกทำงาน 1 ครั้ง สำหรับล้างน้ำค้างเพื่อป้องกันโรคใบจุด ช่วงเวลา 7.00-10.00 ตั้งเวลาของระบบพ่นหมอกให้ทำงานทุกๆ 30 นาที ช่วงเวลา…

การเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

ในช่วงฤดูร้อนซึ่งมักจะสร้างปัญหาให้กับกลุ่มฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอย่างมาก หลายฟาร์มอาจจะเจอปัญหาผักตาย ผักไม่โต จนถึงขั้นเลิกปลูกผักในช่วงนี้ไปเลยก็มี แต่การทำฟาร์มผักในเชิงการค้าซึ่งมีขนาดใหญ่นั้นอาจจะต้องเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ค่าแรงคนงานที่ต้องจ่ายทุกเดือน ผักที่จะต้องมีให้กับลูกค้าขาประจำ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัดของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เอาไว้ด้วย ระบบหมุนเวียนสารอาหาร ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกมาตรฐาน อัตราส่วนของน้ำในระบบ คือ ผัก 1 ต้น ต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าโต๊ะปลูกผักได้ 240 ต้น ควรใช้ถังน้ำขนาดไม่ต่ำกว่า 200 ลิตร อัตราการไหลของน้ำในแต่ละราง ต้องไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ต่อนาที อุณหภูมิของน้ำในถังสารละลาย ไม่ควรเกิน 35 องศาเซลเซียส ถ้าเกินให้เติมน้ำเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายโมงที่อุณหภูมิจะสูงมาก อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดของปั๊มให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้นำสารอาหารหมุนเวียนได้ไวกว่าเดิม ช่วยลดความร้อนของน้ำในระบบ ระบบพ่นหมอก ถ้าอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียส ให้เริ่มพ่นหมอกได้ โดยปรับเวลาของระบบพ่นหมอกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศช่วงนั้น ใช้เวลาในการพ่นหมอกครั้งล่ะ 15-20 วินาที ให้มีความถี่ที่ 10 นาที คอยสังเกตว่าผักมีอาการเหี่ยวไหม ถ้าเหี่ยวก็ลดเวลาลง ถ้าไม่เหี่ยวก็ขยายเวลาออกไป การปรับค่ากรดด่างของน้ำและใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้ว ทั่วทั้งฟาร์มทุกๆ 7…

วิธีล้างรางปลูก สำหรับฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ระบบ NFT

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ หลังจากที่เก็บผักเสร็จแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการล้างทำความสะอาดแปลงปลูก เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกก่อนที่จะเริ่มปลูกผักรอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางปลูกในระบบ NFT ที่ฝาเปิดออกไม่ได้

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับล้างรางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

  1. เครืองฉีดน้ำแรงดันสูง 160 บาร์ หรือขนาดใกล้เคียง
  2. หัวฉีดขนาดเล็กสำหรับล้างราง
  3. ผงคลอลีน

ขั้นตอนการล้างรางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

  1. ปิดปั๊มจ่ายปุ๋ย ปิดระบบพ่นหมอก ปล่อยรางให้แห้ง 1 วัน
  2. เติมน้ำลงถังจ่ายปุ๋ย แล้วเติมคลอลีน 2 ช้อนโต๊ะ
  3. เดินปั๊มเพื่อให้น้ำคลอลีนหมุนวนเข้ามาในระบบ ใช้เวลา 1 วัน
  4. เทน้ำคลอลีนทิ้ง
  5. เตรียมเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมหัวฉีดสำหรับล้างราง
  6. ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้ารูที่ใช้ปลูกผักทุกรู
  7. ล้างถังสำหรับใส่ปุ๋ย และปั๊มให้สะอาด
  8. เติมน้ำลงในถังให้ได้ระดับ เติมไตรโคโดม่า อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 100 ลิตร เดินปั๊มต่ออีก 1 วัน
  9. สามารถนำผักลงปลูกได้
  10. หลังจากนำผักลงปลูกในรางแล้ว 1 วัน ค่อยเติมปุ๋ย AB

ระบบพ่นหมอก สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Foggy System)

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในกลุ่มผักสลัดนั้น หัวใจสำคัญอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพ่นหมอก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เนื่องจากในช่วงเที่ยงถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ส่งผลให้ผักมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะมาช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้ การพ่นหมอก นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยไล่แมลงตัวเล็กโดยเฉพาะเพลี้ย ไม่ให้มาสร้างความเสียหายต่อผักสลัดที่เราปลูกด้วย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำระบบพ่นหมอก ถังพักน้ำขนาด 100 ลิตร พร้อมลูกลอยสำหรับเปิด-ปิด น้ำเข้าถังพักแบบอัตโนมัติ ตัวกรองน้ำสำหรับการเกษตร เครื่องตั้งเวลา (Timer) ปั๊มแรงดันสูง 3.5 บาร์ 0.5 แรงม้า (สำหรับหัวพ่นหมอก 100 หัว) ท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน สำหรับต่อมาจากปั๊ม สายพีอี ขนาด 20 มม. หัวพ่นหมอก แบบ 4 ทิศทาง การตั้งเวลาเปิดปิด ระบบพ่นหมอก การทำงานของระบบพ่นหมอก จะไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานครั้งละ 15-20 วินาที ส่วนความถี่ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิช่วง 11:00 –…

การเริ่มต้นปลูกผักสลัด ในระบบไฮโดรโปนิกส์อย่างง่ายๆ

การปลูกผักสลัดในแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น จะไม่เหมือนกับการปลูกผักโดยใช้ดินแบบทั่วไป ถือเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในพฤติกรรมของผักแต่ละชนิดด้วย หากจะเริ่มต้นปลูก ขอแนะนำแบบง่ายๆ โดยปลูกแบบระบบ NFT โดยเริ่มต้นจากแปลงเล็กๆ ใช้รางปลูกที่มีความยาว 3 หรือ 6 เมตร ประมาณ 4 ราง ให้พอดีกับโต๊ะปลูก จากนั้นก็ทำการทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ลักษณะการเติบโตของผักในแต่ละช่วงอายุ

  1. ระยะเพาะเมล็ด
  2. ระยะอนุบาลต้นกล้า
  3. ระยะเจริญเติบโตของผัก
  4. ระยะเก็บผลผลิต