กล้วยน้ำว้า…ควรปลูกเดือนไหนดี

กล้วยน้ำว้า เป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะคือช่วง 15-35 องศาเซลเซียส ดินความสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และการหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 4.5-7 มีระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลประมาณ 1 ปี (ตั้งแต่ปลูกจนถึงแทงปลีใช้ระยะประมาณ 8 เดือน และช่วงแทงปลีถึงระยะเก็บเกี่ยว 4 เดือน) ถ้าช่วงหน้าหนาวที่มีอากาศเย็นจะใช้เวลาถึงช่วงแทงปลีนานขึ้นกว่าหน้าร้อน

ทำเกษตรยังไง ถึงจะเรียกได้ว่า “เกษตรอินทรีย์”

เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) คือ ระบบการจัดการด้านการเกษตรแบบองค์รวมที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศน์ วงจรชีวภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ได้จากการสังเคราะห์ และไม่ใช้พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากการดัดแปรงพันธุกรรม (Genetic Modification) หรือ พันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน

สารละลายสำหรับใช้ปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics Nutrient Solution)

การจะปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินหรือที่เรียกกันว่าแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น หัวใจสำคัญก็คือธาตุอาหารที่จะต้องนำมาใช้เลี้ยงพืชผัก ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุต่างๆ โดยปกติแล้วจะมาในรูปแบบสารละลายไฮโดรโปนิกส์ชนิดเข้มข้น ซึ่งจะต้องนำมาผสมกันน้ำในปริมาณที่เหมาะกับพืชชนิดที่ปลูกอีกที

เนื่องจากการปลูกพืชในแบบไฮโดรโปนิกส์นั้นยังไม่แพร่หลายเหมือนการปลูกแบบใช้ดิน ดังนั้นการจะหาซื้อปุ๋ยแบบไฮโดรโปนิกส์จากร้านขายปุ๋ยทั่วไปมาใช้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการปลูกผักกินเองในบ้าน หรือเกษตรกรที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลพืชผักของตัวเอง หากจะผสมปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์มาใช้เองก็เป็นเรื่องไกลตัวเกินไปและไม่คุ้มต้นทุน

การเปรียบเทียบการปลูกพืชในดิน และการปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์

การเปรียบเทียบการปลูกพืชในดิน และการปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ เป็นการเปรียบข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชทั้ง 2 ระบบ เพื่อจะได้ตัดสินใจได้ง่ายว่าแต่ละคนเหมาะกับการปลูกพืชในระบบไหน ขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิโครงการหลวง

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกผักสลัดแบบมาตรฐาน โต๊ะปลูกผักควรมีหลังคามุ้ง 32 ตา เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกผักไฮโดรโปนิกส์จนช้ำและเสียหาย ในฤดูฝนหากท้องฟ้าปิด ไม่มีแดด พืชก็จะไม่สามารถปรุงอาหารได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเติมสารอาหาร หมั่นตรวจดูแปลงผักเพราะช่วงหน้าฝนจะเจอหนอนผีเสื้อ และแมลงชนิดต่างๆ เยอะมาก เพลี้ยไฟจะเริ่มหาที่วางใข่ ควรตรวจสอบฟาร์มผักทุกวัน ฝนตกในช่วงกลางคืน ความชื้นในอากาศสูง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราใบจุด ควรแก้ไขดังนี้ ในตอนเช้าหากฝนหยุดตกและฟ้าเริ่มเปิดแล้ว ให้ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้วป้องกันไว้ก่อนทั้งบนโต๊ะปลูกและบริเวณใต้โต๊ะ เติมเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราส่วน 1 ช้อน ต่อน้ำ 100 ลิตร ลงในน้ำสารละลาย ถ้าผักเริ่มเกิดโรคราใบจุดแล้ว ควรใช้สารกำจัดเชื้อราแมนโคเซบ (mancozeb) เข้าช่วยเพื่อป้องกันไม่ให้รุกลามไปมากกว่านี้ ควรมีระบบพ่นหมอกเพื่อชดเชยการคายน้ำทางใบของผัก แต่ในฤดูฝนอากาศจะเย็นและมีความชื้นในอากาศสูง ผักจะคายน้ำน้อยลง ควรปรับ Timer ของระบบพ่นหมอกให้ทำงานเหมาะสมกับสภาพอากาศ การทำงานแต่ละครั้งให้นาน 15 วินาที ช่วงเวลาเช้าตรู่ หากฝนหยุดตกแล้วควรเปิดเครื่องพ่นหมอกทำงาน 1 ครั้ง สำหรับล้างน้ำค้างเพื่อป้องกันโรคใบจุด ช่วงเวลา 7.00-10.00 ตั้งเวลาของระบบพ่นหมอกให้ทำงานทุกๆ 30 นาที ช่วงเวลา…

การเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

ในช่วงฤดูร้อนซึ่งมักจะสร้างปัญหาให้กับกลุ่มฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอย่างมาก หลายฟาร์มอาจจะเจอปัญหาผักตาย ผักไม่โต จนถึงขั้นเลิกปลูกผักในช่วงนี้ไปเลยก็มี แต่การทำฟาร์มผักในเชิงการค้าซึ่งมีขนาดใหญ่นั้นอาจจะต้องเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ค่าแรงคนงานที่ต้องจ่ายทุกเดือน ผักที่จะต้องมีให้กับลูกค้าขาประจำ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัดของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เอาไว้ด้วย ระบบหมุนเวียนสารอาหาร ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกมาตรฐาน อัตราส่วนของน้ำในระบบ คือ ผัก 1 ต้น ต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าโต๊ะปลูกผักได้ 240 ต้น ควรใช้ถังน้ำขนาดไม่ต่ำกว่า 200 ลิตร อัตราการไหลของน้ำในแต่ละราง ต้องไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ต่อนาที อุณหภูมิของน้ำในถังสารละลาย ไม่ควรเกิน 35 องศาเซลเซียส ถ้าเกินให้เติมน้ำเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายโมงที่อุณหภูมิจะสูงมาก อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดของปั๊มให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้นำสารอาหารหมุนเวียนได้ไวกว่าเดิม ช่วยลดความร้อนของน้ำในระบบ ระบบพ่นหมอก ถ้าอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียส ให้เริ่มพ่นหมอกได้ โดยปรับเวลาของระบบพ่นหมอกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศช่วงนั้น ใช้เวลาในการพ่นหมอกครั้งล่ะ 15-20 วินาที ให้มีความถี่ที่ 10 นาที คอยสังเกตว่าผักมีอาการเหี่ยวไหม ถ้าเหี่ยวก็ลดเวลาลง ถ้าไม่เหี่ยวก็ขยายเวลาออกไป การปรับค่ากรดด่างของน้ำและใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้ว ทั่วทั้งฟาร์มทุกๆ 7…

ระบบพ่นหมอก สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Foggy System)

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในกลุ่มผักสลัดนั้น หัวใจสำคัญอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพ่นหมอก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เนื่องจากในช่วงเที่ยงถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ส่งผลให้ผักมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะมาช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้ การพ่นหมอก นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยไล่แมลงตัวเล็กโดยเฉพาะเพลี้ย ไม่ให้มาสร้างความเสียหายต่อผักสลัดที่เราปลูกด้วย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำระบบพ่นหมอก ถังพักน้ำขนาด 100 ลิตร พร้อมลูกลอยสำหรับเปิด-ปิด น้ำเข้าถังพักแบบอัตโนมัติ ตัวกรองน้ำสำหรับการเกษตร เครื่องตั้งเวลา (Timer) ปั๊มแรงดันสูง 3.5 บาร์ 0.5 แรงม้า (สำหรับหัวพ่นหมอก 100 หัว) ท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน สำหรับต่อมาจากปั๊ม สายพีอี ขนาด 20 มม. หัวพ่นหมอก แบบ 4 ทิศทาง การตั้งเวลาเปิดปิด ระบบพ่นหมอก การทำงานของระบบพ่นหมอก จะไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานครั้งละ 15-20 วินาที ส่วนความถี่ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิช่วง 11:00 –…

การเริ่มต้นปลูกผักสลัด ในระบบไฮโดรโปนิกส์อย่างง่ายๆ

การปลูกผักสลัดในแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น จะไม่เหมือนกับการปลูกผักโดยใช้ดินแบบทั่วไป ถือเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในพฤติกรรมของผักแต่ละชนิดด้วย หากจะเริ่มต้นปลูก ขอแนะนำแบบง่ายๆ โดยปลูกแบบระบบ NFT โดยเริ่มต้นจากแปลงเล็กๆ ใช้รางปลูกที่มีความยาว 3 หรือ 6 เมตร ประมาณ 4 ราง ให้พอดีกับโต๊ะปลูก จากนั้นก็ทำการทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ลักษณะการเติบโตของผักในแต่ละช่วงอายุ

  1. ระยะเพาะเมล็ด
  2. ระยะอนุบาลต้นกล้า
  3. ระยะเจริญเติบโตของผัก
  4. ระยะเก็บผลผลิต

ผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์จากไฮโดรโปนิกส์ส่วนหนึ่งวางจำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไปในโซนขายผักปลอดสารพิษ ในบล็อกนี้เรามาดูกันว่าผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ มีอะไรกันบ้าง

ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็เพราะปัญหาการปลูกพืชในโรงเรือนโดยใช้ดิน ที่มีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงงานรวมไปถึงมีการระบาดของโรคและแมลงได้ง่าย ดังนั้นในสถานการณ์หรือสถานที่อันมีความเป็นปกติ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจึงอาจไม่มีผลดีหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเสมอไป จึงควรต้องพิจารณาตัดสินใจตามสภาพปัญหา ชนิดและราคาของพืชตามความเหมาะสมในแต่ละสถานที่ อย่างไรก็ตามการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินโดยทั่วไปก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวเองดังต่อไปนี้