การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกผักสลัดแบบมาตรฐาน โต๊ะปลูกผักควรมีหลังคามุ้ง 32 ตา เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกผักไฮโดรโปนิกส์จนช้ำและเสียหาย ในฤดูฝนหากท้องฟ้าปิด ไม่มีแดด พืชก็จะไม่สามารถปรุงอาหารได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเติมสารอาหาร หมั่นตรวจดูแปลงผักเพราะช่วงหน้าฝนจะเจอหนอนผีเสื้อ และแมลงชนิดต่างๆ เยอะมาก เพลี้ยไฟจะเริ่มหาที่วางใข่ ควรตรวจสอบฟาร์มผักทุกวัน ฝนตกในช่วงกลางคืน ความชื้นในอากาศสูง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราใบจุด ควรแก้ไขดังนี้ ในตอนเช้าหากฝนหยุดตกและฟ้าเริ่มเปิดแล้ว ให้ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้วป้องกันไว้ก่อนทั้งบนโต๊ะปลูกและบริเวณใต้โต๊ะ เติมเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราส่วน 1 ช้อน ต่อน้ำ 100 ลิตร ลงในน้ำสารละลาย ถ้าผักเริ่มเกิดโรคราใบจุดแล้ว ควรใช้สารกำจัดเชื้อราแมนโคเซบ (mancozeb) เข้าช่วยเพื่อป้องกันไม่ให้รุกลามไปมากกว่านี้ ควรมีระบบพ่นหมอกเพื่อชดเชยการคายน้ำทางใบของผัก แต่ในฤดูฝนอากาศจะเย็นและมีความชื้นในอากาศสูง ผักจะคายน้ำน้อยลง ควรปรับ Timer ของระบบพ่นหมอกให้ทำงานเหมาะสมกับสภาพอากาศ การทำงานแต่ละครั้งให้นาน 15 วินาที ช่วงเวลาเช้าตรู่ หากฝนหยุดตกแล้วควรเปิดเครื่องพ่นหมอกทำงาน 1 ครั้ง สำหรับล้างน้ำค้างเพื่อป้องกันโรคใบจุด ช่วงเวลา 7.00-10.00 ตั้งเวลาของระบบพ่นหมอกให้ทำงานทุกๆ 30 นาที ช่วงเวลา…

การเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

ในช่วงฤดูร้อนซึ่งมักจะสร้างปัญหาให้กับกลุ่มฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอย่างมาก หลายฟาร์มอาจจะเจอปัญหาผักตาย ผักไม่โต จนถึงขั้นเลิกปลูกผักในช่วงนี้ไปเลยก็มี แต่การทำฟาร์มผักในเชิงการค้าซึ่งมีขนาดใหญ่นั้นอาจจะต้องเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ค่าแรงคนงานที่ต้องจ่ายทุกเดือน ผักที่จะต้องมีให้กับลูกค้าขาประจำ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัดของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เอาไว้ด้วย ระบบหมุนเวียนสารอาหาร ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกมาตรฐาน อัตราส่วนของน้ำในระบบ คือ ผัก 1 ต้น ต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าโต๊ะปลูกผักได้ 240 ต้น ควรใช้ถังน้ำขนาดไม่ต่ำกว่า 200 ลิตร อัตราการไหลของน้ำในแต่ละราง ต้องไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ต่อนาที อุณหภูมิของน้ำในถังสารละลาย ไม่ควรเกิน 35 องศาเซลเซียส ถ้าเกินให้เติมน้ำเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายโมงที่อุณหภูมิจะสูงมาก อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดของปั๊มให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้นำสารอาหารหมุนเวียนได้ไวกว่าเดิม ช่วยลดความร้อนของน้ำในระบบ ระบบพ่นหมอก ถ้าอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียส ให้เริ่มพ่นหมอกได้ โดยปรับเวลาของระบบพ่นหมอกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศช่วงนั้น ใช้เวลาในการพ่นหมอกครั้งล่ะ 15-20 วินาที ให้มีความถี่ที่ 10 นาที คอยสังเกตว่าผักมีอาการเหี่ยวไหม ถ้าเหี่ยวก็ลดเวลาลง ถ้าไม่เหี่ยวก็ขยายเวลาออกไป การปรับค่ากรดด่างของน้ำและใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้ว ทั่วทั้งฟาร์มทุกๆ 7…

วิธีล้างรางปลูก สำหรับฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ระบบ NFT

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ หลังจากที่เก็บผักเสร็จแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการล้างทำความสะอาดแปลงปลูก เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกก่อนที่จะเริ่มปลูกผักรอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรางปลูกในระบบ NFT ที่ฝาเปิดออกไม่ได้

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับล้างรางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

  1. เครืองฉีดน้ำแรงดันสูง 160 บาร์ หรือขนาดใกล้เคียง
  2. หัวฉีดขนาดเล็กสำหรับล้างราง
  3. ผงคลอลีน

ขั้นตอนการล้างรางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

  1. ปิดปั๊มจ่ายปุ๋ย ปิดระบบพ่นหมอก ปล่อยรางให้แห้ง 1 วัน
  2. เติมน้ำลงถังจ่ายปุ๋ย แล้วเติมคลอลีน 2 ช้อนโต๊ะ
  3. เดินปั๊มเพื่อให้น้ำคลอลีนหมุนวนเข้ามาในระบบ ใช้เวลา 1 วัน
  4. เทน้ำคลอลีนทิ้ง
  5. เตรียมเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง พร้อมหัวฉีดสำหรับล้างราง
  6. ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้ารูที่ใช้ปลูกผักทุกรู
  7. ล้างถังสำหรับใส่ปุ๋ย และปั๊มให้สะอาด
  8. เติมน้ำลงในถังให้ได้ระดับ เติมไตรโคโดม่า อัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 100 ลิตร เดินปั๊มต่ออีก 1 วัน
  9. สามารถนำผักลงปลูกได้
  10. หลังจากนำผักลงปลูกในรางแล้ว 1 วัน ค่อยเติมปุ๋ย AB

ระบบพ่นหมอก สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Foggy System)

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในกลุ่มผักสลัดนั้น หัวใจสำคัญอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพ่นหมอก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เนื่องจากในช่วงเที่ยงถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ส่งผลให้ผักมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะมาช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้ การพ่นหมอก นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยไล่แมลงตัวเล็กโดยเฉพาะเพลี้ย ไม่ให้มาสร้างความเสียหายต่อผักสลัดที่เราปลูกด้วย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำระบบพ่นหมอก ถังพักน้ำขนาด 100 ลิตร พร้อมลูกลอยสำหรับเปิด-ปิด น้ำเข้าถังพักแบบอัตโนมัติ ตัวกรองน้ำสำหรับการเกษตร เครื่องตั้งเวลา (Timer) ปั๊มแรงดันสูง 3.5 บาร์ 0.5 แรงม้า (สำหรับหัวพ่นหมอก 100 หัว) ท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน สำหรับต่อมาจากปั๊ม สายพีอี ขนาด 20 มม. หัวพ่นหมอก แบบ 4 ทิศทาง การตั้งเวลาเปิดปิด ระบบพ่นหมอก การทำงานของระบบพ่นหมอก จะไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานครั้งละ 15-20 วินาที ส่วนความถี่ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิช่วง 11:00 –…

การเริ่มต้นปลูกผักสลัด ในระบบไฮโดรโปนิกส์อย่างง่ายๆ

การปลูกผักสลัดในแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น จะไม่เหมือนกับการปลูกผักโดยใช้ดินแบบทั่วไป ถือเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในพฤติกรรมของผักแต่ละชนิดด้วย หากจะเริ่มต้นปลูก ขอแนะนำแบบง่ายๆ โดยปลูกแบบระบบ NFT โดยเริ่มต้นจากแปลงเล็กๆ ใช้รางปลูกที่มีความยาว 3 หรือ 6 เมตร ประมาณ 4 ราง ให้พอดีกับโต๊ะปลูก จากนั้นก็ทำการทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ลักษณะการเติบโตของผักในแต่ละช่วงอายุ

  1. ระยะเพาะเมล็ด
  2. ระยะอนุบาลต้นกล้า
  3. ระยะเจริญเติบโตของผัก
  4. ระยะเก็บผลผลิต

ผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์จากไฮโดรโปนิกส์ส่วนหนึ่งวางจำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไปในโซนขายผักปลอดสารพิษ ในบล็อกนี้เรามาดูกันว่าผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ มีอะไรกันบ้าง

ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็เพราะปัญหาการปลูกพืชในโรงเรือนโดยใช้ดิน ที่มีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงงานรวมไปถึงมีการระบาดของโรคและแมลงได้ง่าย ดังนั้นในสถานการณ์หรือสถานที่อันมีความเป็นปกติ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจึงอาจไม่มีผลดีหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเสมอไป จึงควรต้องพิจารณาตัดสินใจตามสภาพปัญหา ชนิดและราคาของพืชตามความเหมาะสมในแต่ละสถานที่ อย่างไรก็ตามการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินโดยทั่วไปก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวเองดังต่อไปนี้

เทคนิคการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ประเภทต่างๆ

การปลูกพืชในน้ำ (Water culture) หมายถึงลักษณะของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่รากพืชจะต้องสัมผัส หรือแช่อยู่ในน้ำซึ่งก็คือน้ำสารละลายธาตุอาหาร (nutrient solution) โดยตรงและตลอดเวลา ซึ่งยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็นเทคนิคต่างๆ ตามวิธีของการให้น้ำสัมผัสกับรากพืชและวิธีการเติมอากาศให้กับน้ำได้อีกหลายวิธี สำหรับเทคนิคที่มีการนำมาใช้ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีดังนี้ คือ

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว เกิดขึ้นมาจากปัญหาของประเทศในเขตหนาวที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชในดินแบบปกติ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชในโรงเรียนโรงเรือนแทน ต่อมาก็เริ่มเจอปัญหาของดินที่ใช้สำหรับปลูกพืชในโรงเรือนมีการสะสมโรคและแมลงได้ง่าย เมื่อปลูกไปสักระยะดินก็เริ่มอัดตัวแน่นจนต้องมีการเปลี่ยนถ่ายดินอยู่เสมอ เกิดความยุ่งยาก จึงได้เริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ ในการปลูกพืช และได้ให้ความสนใจวิธีการปลูกพืชในน้ำ วงการวิจัยการปลูกพืชจึงได้เริ่มตื่นตัวมาทำการทดลองเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินหรือปลูกพืชในน้ํากันมากยิ่งขึ้น จนในปี ค.ศ.1930 ดร.วิลเลี่ยม เอฟ เกอร์ริค (Dr. William F. Gericke) จากมหาวิทยาลัยแห่ง มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคนแรกที่ได้ทําการสาธิตว่าสามารถปลูกพืชในน้ำสารละลายอาหารจนถึงขั้นได้ผลผลิตในเชิงการค้าได้เป็นผลสําเร็จ และยังเป็นผู้ตั้งชื่อวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “ไฮโดรโปนิกส์” (Hydroponics) โดยนําเอาคําจากภาษากรีก 2 คำ คือ “Hydro” ที่แปลว่าน้ำ และ “Ponos” ที่แปลว่างาน มารวมกันได้ความหมายว่า “การทํางานของน้ำ” กลายเป็นชื่อที่เรียกติดปากสําหรับการปลูกพืชในน้ำจนถึงทุกวันนี้