โรงเรือนปลูกเมล่อน หลังคาทรง ก.ไก่ ขนาด 6 x 21 เมตร

ตัวอย่างโรงเรือนปลูกเมล่อน หลังคาทรง ก.ไก่ ขนาด 6 x 21 เมตร ด้านบนมุงด้วยพลาสติกใสใช้กันฝนและแมลง ด้านข้างคลุมด้วยมุ้งแบบละเอียด สามารถปลูกเมล่อนและผักไฮโดรโปนิกส์ได้สบาย หลังคาทรง ก.ไก่ ช่วยในเรื่องระบายอากาศด้านบน โครงสร้างเป็นท่อเหล็กกัลวาไนซ์ป้องกันสนิม สร้างโดยทีมงาน สมภพ รับสร้างโรงเรือนทุกชนิด

Details

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

การเตรียมความพร้อมช่วงฤดูฝน ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกผักสลัดแบบมาตรฐาน โต๊ะปลูกผักควรมีหลังคามุ้ง 32 ตา เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกผักไฮโดรโปนิกส์จนช้ำและเสียหาย ในฤดูฝนหากท้องฟ้าปิด ไม่มีแดด พืชก็จะไม่สามารถปรุงอาหารได้ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเติมสารอาหาร หมั่นตรวจดูแปลงผักเพราะช่วงหน้าฝนจะเจอหนอนผีเสื้อ และแมลงชนิดต่างๆ เยอะมาก เพลี้ยไฟจะเริ่มหาที่วางใข่ ควรตรวจสอบฟาร์มผักทุกวัน ฝนตกในช่วงกลางคืน ความชื้นในอากาศสูง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราใบจุด ควรแก้ไขดังนี้ ในตอนเช้าหากฝนหยุดตกและฟ้าเริ่มเปิดแล้ว ให้ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้วป้องกันไว้ก่อนทั้งบนโต๊ะปลูกและบริเวณใต้โต๊ะ เติมเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตราส่วน 1 ช้อน ต่อน้ำ 100 ลิตร ลงในน้ำสารละลาย ถ้าผักเริ่มเกิดโรคราใบจุดแล้ว ควรใช้สารกำจัดเชื้อราแมนโคเซบ (mancozeb) เข้าช่วยเพื่อป้องกันไม่ให้รุกลามไปมากกว่านี้ ควรมีระบบพ่นหมอกเพื่อชดเชยการคายน้ำทางใบของผัก แต่ในฤดูฝนอากาศจะเย็นและมีความชื้นในอากาศสูง ผักจะคายน้ำน้อยลง ควรปรับ Timer ของระบบพ่นหมอกให้ทำงานเหมาะสมกับสภาพอากาศ การทำงานแต่ละครั้งให้นาน 15 วินาที ช่วงเวลาเช้าตรู่ หากฝนหยุดตกแล้วควรเปิดเครื่องพ่นหมอกทำงาน 1 ครั้ง สำหรับล้างน้ำค้างเพื่อป้องกันโรคใบจุด ช่วงเวลา 7.00-10.00 ตั้งเวลาของระบบพ่นหมอกให้ทำงานทุกๆ 30 นาที ช่วงเวลา…

Details

การเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์

ในช่วงฤดูร้อนซึ่งมักจะสร้างปัญหาให้กับกลุ่มฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอย่างมาก หลายฟาร์มอาจจะเจอปัญหาผักตาย ผักไม่โต จนถึงขั้นเลิกปลูกผักในช่วงนี้ไปเลยก็มี แต่การทำฟาร์มผักในเชิงการค้าซึ่งมีขนาดใหญ่นั้นอาจจะต้องเจอปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ค่าแรงคนงานที่ต้องจ่ายทุกเดือน ผักที่จะต้องมีให้กับลูกค้าขาประจำ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัดของฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์เอาไว้ด้วย ระบบหมุนเวียนสารอาหาร ในระบบ NFT ที่ใช้รางปลูกมาตรฐาน อัตราส่วนของน้ำในระบบ คือ ผัก 1 ต้น ต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าโต๊ะปลูกผักได้ 240 ต้น ควรใช้ถังน้ำขนาดไม่ต่ำกว่า 200 ลิตร อัตราการไหลของน้ำในแต่ละราง ต้องไม่ต่ำกว่า 4 ลิตร ต่อนาที อุณหภูมิของน้ำในถังสารละลาย ไม่ควรเกิน 35 องศาเซลเซียส ถ้าเกินให้เติมน้ำเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงบ่ายโมงที่อุณหภูมิจะสูงมาก อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดของปั๊มให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้นำสารอาหารหมุนเวียนได้ไวกว่าเดิม ช่วยลดความร้อนของน้ำในระบบ ระบบพ่นหมอก ถ้าอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียส ให้เริ่มพ่นหมอกได้ โดยปรับเวลาของระบบพ่นหมอกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศช่วงนั้น ใช้เวลาในการพ่นหมอกครั้งล่ะ 15-20 วินาที ให้มีความถี่ที่ 10 นาที คอยสังเกตว่าผักมีอาการเหี่ยวไหม ถ้าเหี่ยวก็ลดเวลาลง ถ้าไม่เหี่ยวก็ขยายเวลาออกไป การปรับค่ากรดด่างของน้ำและใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฉีดจุลินทรีย์ปราบเชื้อราพลายแก้ว ทั่วทั้งฟาร์มทุกๆ 7…

Details

ระบบพ่นหมอก สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Foggy System)

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในกลุ่มผักสลัดนั้น หัวใจสำคัญอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพ่นหมอก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เนื่องจากในช่วงเที่ยงถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ส่งผลให้ผักมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะมาช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้ การพ่นหมอก นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยไล่แมลงตัวเล็กโดยเฉพาะเพลี้ย ไม่ให้มาสร้างความเสียหายต่อผักสลัดที่เราปลูกด้วย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำระบบพ่นหมอก ถังพักน้ำขนาด 100 ลิตร พร้อมลูกลอยสำหรับเปิด-ปิด น้ำเข้าถังพักแบบอัตโนมัติ ตัวกรองน้ำสำหรับการเกษตร เครื่องตั้งเวลา (Timer) ปั๊มแรงดันสูง 3.5 บาร์ 0.5 แรงม้า (สำหรับหัวพ่นหมอก 100 หัว) ท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน สำหรับต่อมาจากปั๊ม สายพีอี ขนาด 20 มม. หัวพ่นหมอก แบบ 4 ทิศทาง การตั้งเวลาเปิดปิด ระบบพ่นหมอก การทำงานของระบบพ่นหมอก จะไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานครั้งละ 15-20 วินาที ส่วนความถี่ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิช่วง 11:00 –…

Details

การเริ่มต้นปลูกผักสลัด ในระบบไฮโดรโปนิกส์อย่างง่ายๆ

การปลูกผักสลัดในแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น จะไม่เหมือนกับการปลูกผักโดยใช้ดินแบบทั่วไป ถือเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในพฤติกรรมของผักแต่ละชนิดด้วย หากจะเริ่มต้นปลูก ขอแนะนำแบบง่ายๆ โดยปลูกแบบระบบ NFT โดยเริ่มต้นจากแปลงเล็กๆ ใช้รางปลูกที่มีความยาว 3 หรือ 6 เมตร ประมาณ 4 ราง ให้พอดีกับโต๊ะปลูก จากนั้นก็ทำการทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ลักษณะการเติบโตของผักในแต่ละช่วงอายุ

  1. ระยะเพาะเมล็ด
  2. ระยะอนุบาลต้นกล้า
  3. ระยะเจริญเติบโตของผัก
  4. ระยะเก็บผลผลิต
Details

ผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์จากไฮโดรโปนิกส์ส่วนหนึ่งวางจำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไปในโซนขายผักปลอดสารพิษ ในบล็อกนี้เรามาดูกันว่าผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ มีอะไรกันบ้าง

Details

การปลูกพืชในวัสดุปลูก (Substrate culture) แบบระบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกพืชแบบไฮโดรโปรนิกส์ จะมีวิธีการปลูกอีกแบบที่นิยมทำกันคือ การปลูกพืชในวัสดุปลูก (Substrate culture) หมายถึงการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแต่จะปลูกพืชลงในวัสดุอื่นๆ แทน โดยวัสดุในที่นี้หมายถึงทั้งที่เป็นอินทรีย์สารและอนินทรีย์สาร ที่จะต้องไม่มีธาตุอาหารพืชสะสมอยู่ การปลูกพืชลงในวัสดุปลูกแบบนี้เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการปลูกพืชในดินแบบกระถางหรือในภาชนะโดยใช้น้ำหยดมากที่สุด แต่จะแตกต่างกันตรงที่ถ้าปลูกลงในดินพืชจะได้รับอาหารที่มีอยู่แล้วในดินหรือจากปุ๋ยที่ใส่ให้แต่ละครั้ง และได้รับน้ำจากการให้น้ำแบบน้ำหยด ส่วนถ้าเป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินแบบใช้วัสดุปลูกนั้น พืชจะได้รับธาตุอาหารไปพร้อมๆ กับการให้น้ำหยด เพราะน้ำที่ให้เป็นน้ำสารละลายธาตุอาหารในแบบของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินนั่นเอง หัวใจสําคัญของวิธีการปลูกพืชในวัสดุปลูกคือการให้สารละลายธาตุอาหารในปริมาณและความถี่ที่พอเหมาะกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุการเจริญเติบโต และยังต้องมีวิธีการวางระบบระบายน้ำส่วนเกินออกจากวัสดุปลูกด้วย

Details

ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็เพราะปัญหาการปลูกพืชในโรงเรือนโดยใช้ดิน ที่มีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงงานรวมไปถึงมีการระบาดของโรคและแมลงได้ง่าย ดังนั้นในสถานการณ์หรือสถานที่อันมีความเป็นปกติ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจึงอาจไม่มีผลดีหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเสมอไป จึงควรต้องพิจารณาตัดสินใจตามสภาพปัญหา ชนิดและราคาของพืชตามความเหมาะสมในแต่ละสถานที่ อย่างไรก็ตามการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินโดยทั่วไปก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวเองดังต่อไปนี้

Details

เทคนิคการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ประเภทต่างๆ

การปลูกพืชในน้ำ (Water culture) หมายถึงลักษณะของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่รากพืชจะต้องสัมผัส หรือแช่อยู่ในน้ำซึ่งก็คือน้ำสารละลายธาตุอาหาร (nutrient solution) โดยตรงและตลอดเวลา ซึ่งยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็นเทคนิคต่างๆ ตามวิธีของการให้น้ำสัมผัสกับรากพืชและวิธีการเติมอากาศให้กับน้ำได้อีกหลายวิธี สำหรับเทคนิคที่มีการนำมาใช้ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีดังนี้ คือ

Details

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว เกิดขึ้นมาจากปัญหาของประเทศในเขตหนาวที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชในดินแบบปกติ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชในโรงเรียนโรงเรือนแทน ต่อมาก็เริ่มเจอปัญหาของดินที่ใช้สำหรับปลูกพืชในโรงเรือนมีการสะสมโรคและแมลงได้ง่าย เมื่อปลูกไปสักระยะดินก็เริ่มอัดตัวแน่นจนต้องมีการเปลี่ยนถ่ายดินอยู่เสมอ เกิดความยุ่งยาก จึงได้เริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ ในการปลูกพืช และได้ให้ความสนใจวิธีการปลูกพืชในน้ำ วงการวิจัยการปลูกพืชจึงได้เริ่มตื่นตัวมาทำการทดลองเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินหรือปลูกพืชในน้ํากันมากยิ่งขึ้น จนในปี ค.ศ.1930 ดร.วิลเลี่ยม เอฟ เกอร์ริค (Dr. William F. Gericke) จากมหาวิทยาลัยแห่ง มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคนแรกที่ได้ทําการสาธิตว่าสามารถปลูกพืชในน้ำสารละลายอาหารจนถึงขั้นได้ผลผลิตในเชิงการค้าได้เป็นผลสําเร็จ และยังเป็นผู้ตั้งชื่อวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “ไฮโดรโปนิกส์” (Hydroponics) โดยนําเอาคําจากภาษากรีก 2 คำ คือ “Hydro” ที่แปลว่าน้ำ และ “Ponos” ที่แปลว่างาน มารวมกันได้ความหมายว่า “การทํางานของน้ำ” กลายเป็นชื่อที่เรียกติดปากสําหรับการปลูกพืชในน้ำจนถึงทุกวันนี้

Details