ระบบพ่นหมอก สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Foggy System)

การทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ในกลุ่มผักสลัดนั้น หัวใจสำคัญอย่างนึงที่ขาดไม่ได้ก็คือ การพ่นหมอก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เนื่องจากในช่วงเที่ยงถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงที่แสงแดดค่อนข้างจัด ส่งผลให้ผักมีการคายน้ำสูง ระบบพ่นหมอก จะมาช่วยปรับสมดุลของการคายน้ำทางใบให้กับผักได้ การพ่นหมอก นอกจากจะช่วยเพิ่มความชื้นสัมพันธ์แล้ว ยังช่วยไล่แมลงตัวเล็กโดยเฉพาะเพลี้ย ไม่ให้มาสร้างความเสียหายต่อผักสลัดที่เราปลูกด้วย อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำระบบพ่นหมอก ถังพักน้ำขนาด 100 ลิตร พร้อมลูกลอยสำหรับเปิด-ปิด น้ำเข้าถังพักแบบอัตโนมัติ ตัวกรองน้ำสำหรับการเกษตร เครื่องตั้งเวลา (Timer) ปั๊มแรงดันสูง 3.5 บาร์ 0.5 แรงม้า (สำหรับหัวพ่นหมอก 100 หัว) ท่อพีวีซี ขนาด 4 หุน สำหรับต่อมาจากปั๊ม สายพีอี ขนาด 20 มม. หัวพ่นหมอก แบบ 4 ทิศทาง การตั้งเวลาเปิดปิด ระบบพ่นหมอก การทำงานของระบบพ่นหมอก จะไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะทำงานครั้งละ 15-20 วินาที ส่วนความถี่ตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิช่วง 11:00 –…

ผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์จากไฮโดรโปนิกส์ส่วนหนึ่งวางจำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไปในโซนขายผักปลอดสารพิษ ในบล็อกนี้เรามาดูกันว่าผักสลัดชนิดต่างๆ ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ มีอะไรกันบ้าง

ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็เพราะปัญหาการปลูกพืชในโรงเรือนโดยใช้ดิน ที่มีความยุ่งยากและสิ้นเปลืองแรงงานรวมไปถึงมีการระบาดของโรคและแมลงได้ง่าย ดังนั้นในสถานการณ์หรือสถานที่อันมีความเป็นปกติ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินจึงอาจไม่มีผลดีหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเสมอไป จึงควรต้องพิจารณาตัดสินใจตามสภาพปัญหา ชนิดและราคาของพืชตามความเหมาะสมในแต่ละสถานที่ อย่างไรก็ตามการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินโดยทั่วไปก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวเองดังต่อไปนี้

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว เกิดขึ้นมาจากปัญหาของประเทศในเขตหนาวที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชในดินแบบปกติ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชในโรงเรียนโรงเรือนแทน ต่อมาก็เริ่มเจอปัญหาของดินที่ใช้สำหรับปลูกพืชในโรงเรือนมีการสะสมโรคและแมลงได้ง่าย เมื่อปลูกไปสักระยะดินก็เริ่มอัดตัวแน่นจนต้องมีการเปลี่ยนถ่ายดินอยู่เสมอ เกิดความยุ่งยาก จึงได้เริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ ในการปลูกพืช และได้ให้ความสนใจวิธีการปลูกพืชในน้ำ วงการวิจัยการปลูกพืชจึงได้เริ่มตื่นตัวมาทำการทดลองเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินหรือปลูกพืชในน้ํากันมากยิ่งขึ้น จนในปี ค.ศ.1930 ดร.วิลเลี่ยม เอฟ เกอร์ริค (Dr. William F. Gericke) จากมหาวิทยาลัยแห่ง มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคนแรกที่ได้ทําการสาธิตว่าสามารถปลูกพืชในน้ำสารละลายอาหารจนถึงขั้นได้ผลผลิตในเชิงการค้าได้เป็นผลสําเร็จ และยังเป็นผู้ตั้งชื่อวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “ไฮโดรโปนิกส์” (Hydroponics) โดยนําเอาคําจากภาษากรีก 2 คำ คือ “Hydro” ที่แปลว่าน้ำ และ “Ponos” ที่แปลว่างาน มารวมกันได้ความหมายว่า “การทํางานของน้ำ” กลายเป็นชื่อที่เรียกติดปากสําหรับการปลูกพืชในน้ำจนถึงทุกวันนี้